Last updated: 29 ม.ค. 2569 | 45 จำนวนผู้เข้าชม |
ตั้งเป้าหมายยอดขาย (Bookings) 15,000 ลานบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 17,000 ล้านบาทส่วนรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเซ่า ตังเป๋าหมายไว้ที 9,900 ล้านบาท

นายโชคชัย วลิตวรางค์กูร กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จํากัด (มหาชน) ได้เปิดเผยภาพรวมตลาดอลังหาริมทรัพย์ และการดําเนินงานโดยสรุปของบริษัทฯ สำหรับปี 2568 ดังนี้
ในช่วง 11 เดือนแรก ปี 2568 ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) แสดงจํานวนที่อยู่อาศัยทีมีการโอนกรรมสิทธิ์โดยผู้ประกอบการ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งตลาดลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันพองปีก่อน แลดงให้เห็นว่าอปสงค์โดยรวมในตลาดที่อยู่อาศัยยังอ่อนตัวลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน และอ่อนตัวลงทุกประเภทบ้านทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนี่ยม โดยลดลง 13% และ 21% ตามล่าดับ
ด้านอุปทาน ข้อมูลจากบริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จํากัด (AREA) แลดงจํานวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปี 2568 ลดลงประมาณ 33% เมื่อเทียบกับปีก่อน ละท้อนการซะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ทังในตลาดบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม
หากพิจารณาเฉพาะตลาดบ้านเดี่ยวซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าหลักของบริษัท แม้ว่าจํานวนหน่วยเปิดขายใหม่ ปรับลดลงกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่คาดว่าจํานวนหน่วยเปิดขายใหม่ยังคงสูงกว่าจํานวนความต้องการซื้อ ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 4 ทําให้ตลาดบ้านเดี่ยวยังคงมีการแข่งขันที่สูงมาก
ส่วนสินค้าคอนใดมิเนียม จำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ ลดลงประมาณ 33% จากปีก่อน โดยเห็นการชะลอ การเปิดโครงการในทุกไตรมาส ยกเว้นไตรมาส 3 ที่มีการเปิดตัวมากขึ้นจากไตรมาส 2 ที่ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตามคาดว่าจํานวนความต้องการซื้อ คอนโดมิเนียมยังคงลดลงต่อเนื่องจากปีก่อน
สำหรับปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีแนวใน้มเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจทีคาดว่าจะขยายตัวใน อัตราต่ำราว 1.5% ตามการซะลอตัวของภาคการส่งออก ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้าของ สหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท สินเชือรวมยังอยู่ในภาวะหดตัวจากระดับหนีครัวเรือนทีสูงและ ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะกล่ม SMEs ที่เผชิญแรงกดดันด้าน สภาพคล่องจากข้อจํากัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ความเปราะบางของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจส่ง ผลกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ อย่างไรก็ดี คาดว่าเศรษฐกิจจะมีปัจจัยบวกในภาคการ ท่องเที่ยว จากการเปิดเส้นทางการบินใหม่ที่เชือมโยงมายังประเทศไทย และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ รวมทั้งเศถียรภาพทางการเมืคงขคงรัฐบาลที่คาดค่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าในปีที่ ผ่านมา
ผลการดําเนินงานปี 2568
ปี 2568 สินค้าประเทบ้านแนวราบ ซึ่งได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝดและทาวน์เฮ้าส์ ยังคงเป็นสินค้าหลัก ที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทฯ โดยมีสัดส่วนประมาณ 87% ของยอดขาย ที่เหลืออีกประมาณ 13% เป็นสินค้าคอนใดมิเนียม ซึ่งสินค้ากลุ่มนีได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 ทําให้ยอดขายคอนโดมิเนียมได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไตรมาล 2 แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ณ ส้นปี มีโครงการคอนโดมิเนียมที่ดําเนินการอยู่ทั้งสิ้น 6 โครงการ มูลค่าขายคงเหลือรวมกว่า 11,000 ล้านบาท และโครงการบ้านแนวราบอีกกว่า 65,000 ล้านบาท
เมื่อจําแนกตามพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงเป็นพื้นที่หลักในการก่อให้เกิดยอดขาย โดยลัดส่วนยอดขายอยู่ที่ประมาณ 86% ของยอดขายรวมทั้งหมด ซึ่งเกือบ 60% ของยอดขายรวมมาจากบ้านระดับราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป
ปี 2568 บริษัทฯ มีการเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 3 โครงการ มูลค่า 8,960 ล้านบาท ลดลง 70% จากปีก่อน โดยเป็นสินค้าแนวราบทั้งหมด และมีการเลื่อนไปเปิดในปี 2569 จํานวน 1 โครงการ คื่อใครงการ "Nantawan Prestige ราชพฤกษ์ - พรานนก" มูลค่า 2,200 ล้านบาท เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานบริเวณหน้าโครงการของหน่วยงานรัฐยังไม่พร้อมใช้งาน
ในระหว่างปี บริษัทฯ ไม่มีการลงทุนซื้อที่ดินเพิ่มเติมสำหรับการพัฒนาใครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมั่นใจว่ามีที่ดินพร้อมพัฒนาในระดับที่เหมาะสมและเพียงพอต่อแผนการดําเนินงาน

นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน ได้เปิดเผยฐานะการเงินของปริษัทฯ และการดําเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าของบริษัทฯ สําหรับปี 2568 ดังนี้
ผลการดําเนินงานปี 2568
นด้านฐานะทางการเงิน บริษัทฯ ยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงจากการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดีและจากลินทรัพย์ลงทุนที่มีอยู่ ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้มูลค่าววม 13,200 ล้านบาท อายุ 2-3 ปี โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.16% ต่อปี เพื่อคืนหุ้นกู้เดิม และใช้หมุนเวียนในการ
ดําเนินงาน
ณ สิ้นปี 2568 บริษัทฯ มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิ ประมาณ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82%
สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการ ปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการที่พัฒนาแคะอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทฯ ทั้งหมด 17 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรม Grande Centre Point ที่เปิดดําเนินการแล้ว 9 แห่ง (ขายเข้ากองทรัสต์ 6 แห่ง) และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 แห่ง ศูนย์การค้า Terminal 21 3 แห่ง (ขายเข้ากองทรัสต์ 2 แห่ง) รวมถึง อพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกาอีก 3 แห่ง
ในปีที่ผ่านมา คาดว่ารายได้ทั้งปีจะลดลงประมาณ 12% จากปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆที่มีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ทําให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงและจากการที่บริษัทฯ ได้ขายทรัพย์สินให้เช่าทําให้รายได้จากตึกเหล่านั้นหายไป
ในเดือน พฤศจิกายน 2567 บริษัทฯ ได้ขายศูนย์การค้า Terminal 21 พัทยา ให้กับทรัสต์เพือการลงทุนในสิทธิการเข่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช ข้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ (LHSC) ทําให้ในปี 2568 ไม่มีรายได้จากศูนย์การค้าดังกล่าว และเดือนพฤษภาคม 2568 บริษัทฯ ได้ขายอพาร์ตเมนต์ในสหรัฐอเมริกาจํานวน 2 แห่ง ได้แก่ Parc at Pruneyard และ Revere ทําให้รายได้จากตึกดังกล่าวหายไปในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตามการเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทย สามารถเปิดดําเนินการได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้โดย
ในปี 2568 บริษัทได้เปิดดําเนินการโรงแรมใหม่ 2 แห่งได้แก่โรงแรม Grande Centre Point Lumphini ในเดือน เมษายน 2568 และ Grande Centre Point Prestige ในเดือนธันวาคม 2568 จากเดิมหี่วางแผนเปิดไว้ในปี 2569
โดยรวมแล้วปี 2568 บริษัทฯ มีการลงทนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เซ่าและบริการ ในโรงแรม Grande Centre Point 4 แห่ง (Lumphini, Presige, Voyage และ Chinalown) เป็นมูลค่าประมาณ 4.400 ล้านบาท

นายอาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จํากัด (มหาชน) ได้เปิดเผยแผนการดําเนินงานปี 2569 ของบริษัทฯ ทังในธุรกิจบ้านจัดสรร และธุรกิจให้เช่าและบริการ ดังนี้
แผนการดําเนินงานปี 2569:
- เปิดตัวโครงการใหม่ระดับกลาง-บน 2 โครงการ
- ลดระดับสินค้าคงเหลือและระดับหนี้สินต่อทุน
- เดินหน้าขยายและพัฒนาธุรกิจให้เช่าอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2569 บริษัทฯ วางแผนเปิดโครงการใหม่ 2 โครงการ_ได้แก่ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์-พรานนก บ้านเดี่ยวระดับราคา 60-100 ล้านบาท และ Chaiyapruek 3 รามอินทรา-วงแหวน บ้านเดี่ยวระดับราคา 10-13 ด้านบาท มูลค่ารวมของโครงกามใหม่ประมาณ 3.660 ถ้านบาท
เมื่อรวมกับโครงการที่ดําเนินการอยู่ในปัจจุบัน จานวนโครงการที่ดำเนินการในปี 2569 จะมีทั้งหมด 69 โครงการ มูลค่าประมาณ 80.000 ล้านบาท โดยเป็นสินค้าแนวราบ 63 โครงการ มูลค่าประมาณ 69,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท โดยเป็นโครงการ คอนใดมิเนี่ยมสร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ และอีก 1 ใครงการคือ โครงการวันเวลา ณ เจ้าพระยา คาดว่าจะสร้างเสร็จและเริ่มโอนได้ในช่วงกลางไตรมาค 4

บริษัทฯ ได้เตรียมงบลงทุนไว้ทั้งหมดประมาณ 4.500 ถ้านบาท ประกอบด้วย
- งบสำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 2,000 ล้านบาท
- งบลงทุนด้านอลังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า 2.,500 ล้านบาท
บริษัทฯ วางแผนเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทยอีก 1 แห่งในเดือนตุลาคมคือ Grande Centre Point Voyage ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในพัทยา ต่อยอดความสําเร็จจากโครงการ Grande Centre Point Space Pattaya โดยเป็นโรงแรมขนาด 494 ห้อง พร้อมทั้งสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000
ตารางเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่ทีสุดในเครือโรงแรม Grande Centre Point ตามด้วย Grande Centre Point Chinatown ที่วางแผนเปิดในปี 2571
บริษัทฯ มีแผน ที่จะขายโรงแรมในประเทศไทยจํานวน 1 แห่งเข้ากองทรัสต์ฯ และโครงการในสหรัฐอเมริกาจํานวน 2 แห่ง
บริษัทฯ คาดว่าจะออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15.000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกําหนด และคาดว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิจะลดลงอยู่ในระดับประมาณ 1 เท่า